Showing posts with label การดูแลลูกสุนัข. Show all posts
Showing posts with label การดูแลลูกสุนัข. Show all posts

Saturday, November 24, 2012

เทคนิคการเลี้ยงลูกสุนัขบางแก้วให้มีคุณภาพ

เทคนิคการเลี้ยงลูกสุนัขบางแก้วให้มีคุณภาพ (สื่อรักสัตว์เลี้ยง)
  
          เทคนิคการเลี้ยงลูกสุนัขบางแก้วให้มีคุณภาพประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ 4 ประการ คือ

          1. สภาพแวดล้อม หรืออาณาบริเวณที่ใช้เลี้ยงลูกสุนัข หรือพูดง่ายๆคือสถานที่ที่ลูกหมาบางแก้วใช้เวลาส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ ที่กิน ที่นอน ที่เล่น ควรให้ใกล้กับที่ซึ่งคนในบ้านเดินผ่านไปมา  เพื่อลูกหมาจะได้เห็นและสัมผัสกับคนในบ้าน เป็นการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันของผู้เลี้ยงกับลูกหมาบางแก้ว นอกจากนี้ควรมีการวิ่งออกกำลังกายกับลูกหมา เพื่อสร้างกิจกรรมร่วมและเป็นเริ่มต้นในการเรียนรู้พื้นฐาน

          บริเวณที่ลูกหมาอยู่ พื้นจะต้องไม่ลื่นโดยเด็ดขาด เพราะถ้าพื้นลื่นจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกหมาบางแก้วขาเสีย มีอาการดังนี้ คือ ส่วนปลายของขาทั้ง 2 คู่จะแบะออกจากกัน นิ้วเท้าจะกางออก ขาหลังจะเดินขัดหรือกระเผก เพราะว่าลูกหมาบางแก้วจะค่อนข้างปราดเปรียว ว่องไว เวลาที่อยู่บนพื้นผิวที่ลื่น ลูกหมาจะต้องปรับสภาพตัวเองให้สามารถทรงตัวอยู่บนพื้นลื่นนั้นให้ได้ คล้ายๆ เวลาคนที่ยืนบนที่ลื่นก็ต้องกางขาออก เพื่อให้น้ำหนักตัวกระจายออกไป ถ้าปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไปนานๆ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดข้อสะโพก

          2. ความสะอาด อย่าปล่อยให้มีการหมักหมมของสิ่งสกปรก อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ควรมีการทำความสะอาดทุกวัน และควรทำให้พื้นแห้งเร็วที่สุด เพราะสิ่งสกปรกเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ควรราดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคด้วยจะเป็นการดี เพราะนอกจากจะเป็นการฆ่าเชื้อแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย ทำให้สุขภาพลูกหมาแข็งแรงสมบูรณ์



          3. ลม แดด ฝน บริเวณ ที่อยู่ของลูกหมาควรมีแดดส่องในตอนเช้า เพราะแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรค และควรให้มีอากาศถ่ายเทดี แต่ต้องไม่มีลมโกรก ฝนสาด เพราะจะทำให้ลูกหมาไม่สบายได้

          4. การให้อาหาร โดยทั่วไปลูกหมามักจะกินเก่งและจุ ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นเร็วมาก เพราะอยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ ดังนั้น ต้องควบคุมอาหาร การให้อาหารต้องใช้สูตรที่ว่า "ทำอย่างไรจึงไม่อ้วน แต่มีสุขภาพแข็งแรง" แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเลี้ยงจนผอมเกินไป ควรให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสม วิธีให้อาหาร ให้อย่างไร ต้องให้ในปริมาณที่พอเหมาะ พอเพียงในแต่ละวัน การให้อาหารจะแบ่งเป็นมื้อๆ เพื่อให้ขนาดที่พอเหมาะกับขนาดของกระเพาอาหาร อย่างให้กินจนพุงกางเกินไป จำนวนมื้ออกาหารควรสัมพันธ์กับอายุ เพราะกระเพาะอาหารจะขยายใหญ่ขึ้นตามอายุด้วย อายุต่ำกว่า 3 เดือน 4 มื้อต่อวัน / 3-6 เดือน 3 มื้อต่อวัน/ 6-18 เดือน 2 มื้อ และ 18 เดือนขึ้นไป 1 มื้อ

          ข้อดีของการให้อาหารเป็นมื้อคือ สามารถสังเกตว่าลูกหมาป่วยหรือไม่ เพราะโดยปกติถ้าป่วย จะกินอาหารน้อยลง หรือไม่กินเลย เป็นการฝึกให้กินอาหารเป็นเวลา กะเวลาดูว่าพอสมควร ถ้ายังไม่หมดให้เก็บกลับทันที ไม่ต้องกลัวว่ามันจะหิวตาย

          ส่วนชนิดของอาหาร ควรเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป จะยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ทุนทรัพย์ตามสะดวก อาหารเสริมจำพวกวิตามิน หรือยาบำรุ่งต่างๆ แคลเซียม จะทำให้ลูกหมามีโครงสร้างที่ดี น้ำควรตั้งเอาไว้ให้ตลอดเวลา แล้วน้ำก็ต้องสะอาดด้วย รวมทั้งควรมีที่รองและตั้งระดับได้ เพื่อให้ลูกหมายืนสวย

การดูแลลูกสุนัขช่วงตั้งแต่แรกเกิด

ลูกสุนัขจะเจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง หรืออ่อนแอตายไปก็ช่วงอายุนี้ เราอาจจะแบ่งแยกการเลี้ยงดูลูกสุนัขเป็นช่วงอายุ ดังนี้



1. ช่วงอายุแรกเกิดถึง 7 วันแรก

ใน ระยะ 7 วันแรกนี้ ถ้าลูกสุนัขออกมาจำนวนไม่มาก และสมบูรณ์เท่ากันทุกตัว เจ้าของคงไม่ต้องดูและอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเป็นหน้าที่ของแม่สุนัขที่คอยให้ลูกได้กินนม
แต่ถ้าลุกสุนัข ออกมาจำนวนมาก มีตัวใหญ่บ้าง ตัวเล็กบ้าง แข็งแรงไม่เท่ากัน เจ้าของต้องให้การดูแลเป้นสิ่งสำคัญ ลูสนัขที่ไม่แข็งแรง ตัวเล็กกว่า จะเสียงต่อการสูญเสีย ถ้าแม่สุนัขเลี้ยงลูกเก่ง เจ้าของก็เบาใจ
แต่ถ้าแม่สุนัขเลี้ยงลูกไม่เป็น เจ้าของต้องมีหน้าที่คอยดูแลจับลูกสุนัขให้กินนมแม่ และคอยระวังไม่ให้แม่นอนทับลูก

อาหาร

อาหาร ช่วงแรกเกิดถึง 7 วัน คือนมจากแม่สุนัข ซึ่งมีประโยชน์สูงสุดมีคุณค่ามาก โดยเฉพาะ 2 – 3 วันแรก แม่สุนัขจะมีนมเหลือง ควรพยายามให้ลุกสุนัขได้กินนมเหลืองจากแม่สุนัข
แม่สุนัขที่มีน้ำนม มากพอต่อลูกสุนัขทุกตัว สังเกตได้ว่าลูกสุนัขจะอ้วนท้วนสมบูรณ์แข็งแรงทุกตัว แต่ถ้าแม่สุนัขไม่มีน้ำนมเพียงพอ เจ้าของต้องป้อนนมเสริมให้ลูกสุนัข เช่น นมแพะยี่ห้อฮันนี่ หรือเอสบิแลค (ราคาแพงมาก) มีทั้งชนิดเป็นน้ำและเป็นผง
อัตราการให้นมลูกสุนัข มากน้อยขึ้นกับน้ำหนักตัว
อายุ 2 วัน ให้นม 15 ซีซี หรือครึ่งออนซ์ต่อครั้งทุก 3 ชั่วโมง
อายุ 3 – 4 วัน ให้นม 20 ซีซี หรือ 2 ใน 3 ออนซ์ ให้ทุก 3 – 4 ชั่วโมง
อายุ 5 – 7 วัน ให้นม 30 ซีซี หรือ 1 ออนซ์ให้ทุก 4 ชั่วโมง
ค่อยๆ เพิ่มจำนวนนมที่ป้อนลูกสุนัขที่กินแต่ละวัน
ระยะ นี้ที่เป็นอันตรายต่อลูกสุนัข คือ น้ำนมเป็นพิษ ถ้าพบว่าแม่สุนัขน้ำนมเป็นพิษ เมื่อลูกสุนัขกินลงไปและช่วยไม่ทัน จะทำให้ลูกสุนัขถึงตายได้ เจ้าของต้องมีความละเอียดรอบคอบ
สังเกต เต้านมเสมอ ถ้าเต้านมมีลักษณะเป็น ไตแข็ง หรือน้ำนมมีสีเป็นหนอง ควรนำแม่สุนัขไปพบแพทย์ตรวจรักษา จะได้แก้ไขตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้การสูญเสียลูกสุนัขเกิดขึ้นน้อย

ที่นอน

ที่นอนของ แม่สุนัขและลูกอ่อนจะต้องสะอาดเป็นสำคัญ มีผ้าปูให้แม่และลูกสุนัขอบอุ่น ไม่ควรให้นอนอยู่ในที่มืดมิดหรืออับชื้นเกินไป ควรจัดพื้นที่ขนาดพอกับแม่และลูกสุนัข จัดให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ช่วยให้แม่สุนัขเลี้ยงลูกได้ดี

2. การบำรุงเลี้ยงดูลูกสุนัขในช่วงอายุ 8 – 14 วัน

ลูกสุนัขย่างเข้าอายุ 8 วัน นับว่าพ้นระยะอันตรายมาได้ขั้นหนึ่งแล้ว แต่ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายอย่างดังนี้
2.1 เมื่อลูกสุนัขอายุได้ 7 – 8 วัน ลูกสุนัขเริ่มมีเล็บคมและยาวออกมาพอควร ซึ่งในขณะที่ลูกสุนัขกำลังดูดนมแม่ ลูกสุนัขจะยันและตะกุยเต้านมแม่สุนัข ทำให้เต้านมโดนข่วนและเป็นแผล แม่สุนัขจะเจ็บและไม่อยากให้ลูกสุนัขดูดนมอีก
เจ้าของต้องตัดปลายเล็บด้วยความระมัดระวัง เพราะลูกสุนัขจะดิ้นและเล็บยังนิดเดียว ไม่ตัดเข้าไปลึกมาก จะทำให้เลือดออกและเป็นแผลที่ปลายเล็บ ให้ตัดแค่ปลายเล็บประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น
2.2 ลูกสุนัขเริ่มลืมตาในช่วงอายุนี้หรืออายุประมาณ 10 – 14 วัน แต่จะมองไม่เห็นชัด แต่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
2.3 ลูกสุนัขเริ่มแข็งแรงมากขึ้น มีการตะเกียกตะกายคลานอยู่รอบพื้นที่นอนได้ ถ้ารั้วกั้นพื้นที่นอนต่ำไปก็ต้องเพิ่มความสูง ให้สูงขึ้นประมาณ 1 ฟุต ให้แม่สุนัขเข้าออกได้สะดวกเมื่อแม่สุนัขต้องการจะนอนพักภายนอกพื้นที่นอน ของลูกสุนั
ขเป็นครั้งคราว
2.4 ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ ลูกสุนัขกินนมมากขึ้นย่อมถ่ายเพิ่มขึ้นตลอดวัน ปรกติอุจจาระ แม่สุนัขจะเลียให้สะอาด ส่วนปัสสาวะจะก่อให้เกิดความสกปรกและหมักหมม ดังนั้นผ้าปูที่นอน ต้องนำออกมาทำความสะอาดผลัดเปลี่ยนทุกวัน ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นพิษต่อผิวหนัง ผสมน้ำเช็ดพื้นที่นอนทุกวัน หรือวันเว้นวัน แล้วแต่ว่าสกปรกมากหรือน้อย
2.5 อาหารของลูกสุนัขในช่วงอายุนี่ คือ นมแม่ ลูกสุนัขจะกินแล้วก็นอน
3. การบำรุงเลี้ยงดูลูกสุนัขในช่วงอายุ 15 – 21 วัน
ลูกสุนัขอายุพ้นสัปดาห์ที่ 2 ย่อมมีความแข็งแรงขึ้นมาก และปฏิกิริยาตอบสนอง เรียนรู้จักสิ่งแวดล้อมต่างๆ ดังนี้
3.1 ลูกสุนัขลืมตาได้แล้ว ย่อมเห็นโลกกว้างขึ้น เมื่อตัวเติบโต มีกำลังแขน ขา ช่วงนี้จะพัฒนาคืบคลานมากขึ้นจนถึงเริ่มหัดเดิน ยืน เดินได้เมื่ออายุประมาณ 21 วัน
3.2 ลูกสุนัขเริ่มมีปฏิกิริยารู้สึกร้อน หนาว อิ่ม หิว จะส่งเสียงร้องงอแงเมื่ออากาศร้อน จะขดตัวหนาวสั่น เมื่ออากาศเย็นมาก เมื่อหิวนมจะส่งเสียงร้องดังได้
3.3 ลูกสุนัขเริ่มคลานไปถ่ายปัสสาวะ อุจจาระเองได้ โดยแม่สุนัขไม่ต้องเลีย เจ้าของต้องดูแลเรื่องความสะอาดของที่นอน และตัวลูกสุนัข หากลูกสุนัขนอนทับอุจจาระเปื้อนเปรอะ เจ้าของต้องเช็ดตัวลูกสุนัขด้วยน้ำอุ่นและเช็ดด้วยผ้าแห้งอีกทีให้ลูกสุนัข สะอาด
3.4 ลูกสุนัขต้องการพื้นที่มากขึ้นในการคลานและเดิน เจ้าของต้องขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น
3.5 ลูกสุนัขต้องการเรียนรู้สิ่งที่แปลกใหม่จากสิ่งแวดล้อม เช่น ต้องการให้จับอุ้ม ลูบคลำ
3.6 ช่วงอายุ 3 สัปดาห์ ลูกสุนัขจะเริ่มเลียนมจากจานกินเองได้ เจ้าของต้องคอยควบคุมดูแลอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เพราะเริ่มแรกลูกสุนัขยังอาจเลียไม่เป็น แต่ธรรมชาติจะสอนให้ลูกสุนัขรู้ว่านมเป็นอาหาร ครั้งแรกลูกสุนัขจะก้มลงดูด อาจทำให้สำลักและเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ เจ้าของต้องสอนให้รู้จักเลีย คือ ใช้นิ้วมือที่สะอาดจิ่มน้ำมนมแล้วให้ลูกสุนัขเลียนมจากนิ้วได้ แล้วค่อยๆ เลื่อนนิ้วลงใกล้จานนม ซึ่งลูกสุนัขจะรู้จักเลียเป็นเองในที่สุด

3.7 อาหารในช่วงอายุ 21 วัน จะเพิ่มโปรตีน แร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการบำรุงลูกสุนัข ได้แก่ ไข่แดง ต้มให้สุก ใช้แต่ส่วนของไข่แดงผสมกับนมที่ใช้เลี้ยงลูกสุนัข ตั้งไฟความร้อนประมาณ 50 องศา หรือสังเกตุความร้อนเรื่มเดือดก็เพียงพอ ปริมาณอาหารที่ผสมนี้ให้ประมาณวันละ 1 ครั้ง เวลาเช้า หรือวันละ 1 – 2 ครั้ง เช้าหรือเย็น ไม่จำเป็นต้องพิถีพิ๔นนัก เพราะลูกกินนมแม่เป็นอาหารหลักอยู่แล้ว
สำหรับโรคร้ายของลูกสุนัขในช่วงอายุ 21 วัน คือ พยาธิ โดยเฉพาะพยาธิตัวกลมทำให้ลูกสุนัขตัวพ่ายผอม หรือเสียชีวิตได้ง่าย

ส่วน พยาธิปากขอที่มีอันตรายสำคัญ จะไปคุกคามในวัยต่อๆ ไป เพราะการเกิดของพยาธิปากขอต้องอาศัยระยะเวลาในการฟักตัวนานกว่าโรคอื่นๆ พบได้น้อยในลูกสุนัขช่วงอายุนี้
วิธีป้องกันแก้ไข คือ ให้ลูกสุนัขกินยาถ่ายพยาธิของเด็ก ให้ตามน้ำหนักของสุนัข
ข้อมูลจาก http://www.yorkshirefamily.com/webboard/index.php?showtopic=134
ขอบคุณพี่เปิ้ล บอร์ดครอบครัวยอร์คด้วยค่ะ

การดูเเลหมาเเรกเกิด

ก่อน อื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกหมาแรกเกิด ว่าระบบร่างกายของเจ้าตัวน้อยเหมือนและต่างไปจากหมาโตอย่างไร หากแยกแยะความแตกต่างตรงนี้ได้ย่อมสามารถสังเกตดูได้ว่า ลูกหมามีความผิดปรกติใดหรือไม่ในระยะ 36 ชั่วโมงแรกหลังการเกิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายลูกหมาต้องปรับตัวมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ตับ ไต เป็นการเริ่มต้นวงจรชีวิตที่ต้องทำด้วยตัวมันเองหลังจากพึ่งพาแม่ขณะอยู่ใน ท้องมานานแล้ว
ลูกหมาเป็นปรกติดีหรือไม่นั้นต้องหมั่นดูแลอย่างต่อ เนื่องจนมั่นใจว่าลูกหมาตัวนั้นปลอดภัย เบื้องต้นเมื่อเห็นว่ามีลูกหมาค่อยๆ โผล่ออกจากร่างกายของแม่หมาแล้ว ให้จัดการตัดสายสะดือ แล้วเช็ดตัวลูกหมาเพื่อเอาน้ำคร่ำและเศษเลือดออกจนสะอาด จากนั้นเริ่มการสำรวจดูก่อนว่าสัตว์มีสภาพร่างกายที่ปรกติไหม เริ่มจากการตรวจดูจากภายนอกก่อนว่าอวัยวะของสัตว์มีจำนวนครบและมีลักษณะ สมบูรณ์หรือไม่ เช่นว่ามี ตา หู จมูก ปาก ขา เท้า หาง อวัยวะเพศและรูทวาร ครบและสมบูรณ์ไหม แล้วอย่าลืมเปิดปากสังเกตดูเพดานปากของเค้าด้วย เพราะลูกหมาบางตัวอาจมีอาการเพดานปากโหว่
นอกจากใส่ใจเรื่องร่างกาย ลูกสัตว์แล้ว พฤติกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเข้าใจด้วย เช่นว่า ลูกหมาแรกเกิดยังเดินไม่ได้ หูไม่ได้ยิน ตามองไม่เห็น การรับรู้ต้องอาศัยประสาทสัมผัสที่ผิวหนัง รับรู้ความร้อน ความหนาว ความเย็น และความอบอุ่น สัญชาตญาณจะผลักดันให้มันกลิ้งตัวเข้าไปซุกในส่วนที่อบอุ่น เช่นเต้านมของแม่สัตว์ เพราะในขณะนั้นเต้านมแม่หมาจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นและบริเวณช่องท้องส่วน นั้นสามารถกกให้ความอบอุ่นแก่ลูกได้ จากนั้นมันจะเริ่มดูดนมของแม่หมา ถ้าสังเกตแล้วพบว่ามีลูกหมานอนอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนตัวเข้าหาแม่หมา หรือในทางตรงข้ามแม่สัตว์ไม่กกและคาบออกไปให้ไกลตัว ทีนี้เป็นหน้าที่ของท่านล่ะที่ต้องรีบนำลูกสุนัขตัวนั้นมาดูแลเอง ดูว่าเค้ามีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น อุณหภูมิร่างกายต่ำลงตัวเย็นไหม หายใจได้เบาและช้าลงกว่าปรกติไหม ถ้าพบอาการที่ว่าต้องรีบพาไปให้สัตวแพทย์ช่วยเหลือโดยด่วน

ควรรู้ ไว้ว่า ลูกหมาแรกเกิดถึงอายุ 6 วัน มีอัตราการหายใจที่ต่ำ เฉลี่ยที่ 12 ครั้งต่อนาที เมื่ออายุได้ 7-35 วัน อัตราการหายใจที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20-30 ครั้งต่อนาที และเมื่อมากกว่า 35 วันจะอยู่ที่ 15-30 ครั้งต่อนาที ส่วนอุณหภูมิของร่างกายสัตว์แรกเกิดจนถึงอายุ 14 วัน อยู่ที่ 94-99 องศาฟาเรนไฮต์ เมื่ออายุได้ 15-28 วัน อุณหภูมิร่างกายของลูกหมาจะสูงขึ้นอยู่ที่ 97-100 องศาฟาเรนไฮต์ และเมื่ออายุได้ 35 วันจะมีอุณหภูมิที่ 101.5 องศาฟาเรนไฮต์ สรุปว่าสัปดาห์แรกของการมีชีวิตของลูกหมานั้นร่างกายไม่สามารถรักษาความร้อน ไว้ได้ หมาจะตัวเย็นได้ง่ายมากถ้าไม่มีแม่หมากกให้ความอบอุ่น ลูกหมาบางตัวที่มีความผิดปรกติในเรื่องการกินอาหาร ร่างกายจะเย็นลงด้วยเช่นกันเนื่องจากไม่มีการเผาผลาญพลังงานให้ได้ความร้อน ออกมาตามปรกติ การที่อุณหภูมิลดต่ำลงเป็นเรื่องน่าอันตรายมาก สัตว์จะตายจากภาวะดังกล่าวได้

ดูแลลูกหมาแรกเกิดอย่างไร ถ้าเกิดมาแล้วแม่หมาเลี้ยงดูอย่างดี กกลูกเป็น มีน้ำนมให้ลูกกิน กรณีนี้ไม่มีปัญหา เราดูแลอยู่ห่างๆ ได้ เพียงแต่ต้องชั่งน้ำหนักลูกหมาในวันแรกไว้ด้วย เพราะว่าน้ำหนักตัวจะบอกเราว่าลูกหมามีร่างกายเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อ ชั่งและจดบันทึกแล้วก็ควรทำสัญลักษณ์ไว้ด้วยจะได้ไม่สับสนว่าตัวไหนเป็นตัว ไหน ปรกติแล้วเมื่อระยะเวลาผ่านไป 7-8 วันน้ำหนักตัวของลูกหมาจะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวของน้ำหนักตัวแรกเกิด ถ้าไม่เพิ่มหรือลดลงนี่ล่ะน่าตกใจ เพราะนั่นแสดงว่าหมามีอัตราการเจริญเติบโตที่ผิดปรกติแล้ว ทีนี้ต้องมาวิเคราะห์สาเหตุกันแล้ว

ปัญหาของลูกหมาแรกเกิด มีแตกต่างกันไปตามสภาวการณ์ของสัตว์ กรณีที่เกิดจากแม่หมา เช่น ไม่ยอมเลี้ยงลูก หรือไม่มีน้ำนมให้กิน หรือมีพฤติกรรมที่ผิดปรกติเช่นรังเกียจลูกตัวเอง กินลูกตัวเอง หากเป็นกรณีที่กล่าวมาเราต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในช่วงวันแรกๆ ถ้าเกิดจากแม่หมาไม่เลี้ยงลูก ไม่กก ไม่ยอมให้นม เราต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกหมาแทนแล้วครับ การให้นมเป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องหาขวดนมและจุกนมที่มีขนาดพอเหมาะพอเจาะกับปากของลูกสัตว์ เจ้าตัวน้อยก็จะได้ดูดกินอย่างสะดวก หลังจากกินนมอิ่มอย่าลืมเอาสำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดอย่างเบามือบริเวณอวัยวะเพศ และรูทวารจะได้ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่าย เมื่อลูกหมากินอิ่มดี ขับถ่ายปรกติทำให้นอนหลับสบาย
กรณีที่เกิดจากลูกหมาเองผิดปกติ เช่น เกิดมามีรูปร่างผิดปรกติ อวัยวะไม่ครบ มีน้ำหนักตัวเบากว่าปรกติ ไม่มีแรงดูดนม หรือมีอุณหภูมิร่างกายที่ต่ำตัวเย็น เหล่านี้ผิดปรกติเช่นกัน ควรรีบพาลูกหมาไปให้คุณหมอช่วยเหลือโดยด่วน

กรณีที่เกิดจากสิ่งแวด ล้อม ส่งผลเสียต่อตัวลูกหมาได้ เช่น อากาศโดยรอบหนาวเย็น หรือช่วงนี้ที่ฝนตกและมีความชื้นสูง อากาศเย็นนั้นจะส่งผลต่อลูกสัตว์ได้โดยตรง เพราะตัวเค้าจะเย็นตามบรรยากาศโดยรอบได้เนื่องจากลูกหมายังไม่สามารถรักษา อุณหภูมิร่างกายไว้ได้ ดังนั้น การทำรังออกลูกของแม่หมาจึงสำคัญ
สถาน ที่ที่เหมาะสมคือ ที่อบอุ่น ลมไม่โกรก และปราศจากสิ่งรบกวนความสงบ ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญอีกข้อหนึ่งเนื่องจากลูกหมาแรกเกิดมักมีน้ำคร่ำ เลือด เปื้อนเนื้อเปื้อนตัว ถ้าเราไม่เช็ดทำความสะอาดแล้วความเลอะเทอะนั่นล่ะครับจะเป็นตัวเพาะเชื้อ โรคอย่างดี ทำให้ลูกหมาเกิดปัญหาป่วยเป็นโรคได้ เช่น โรคผิวหนังอักเสบเป็นตุ่มหนอง หรือตัวแม่หมาอาจเป็นโรคเต้านมอักเสบ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ส่งผลต่อตัวลูกสัตว์เพราะทำให้ท้องเสียและอาจตาย ได้ง่ายๆ กล่าวโดยรวม คอกของแม่หมาต้องสะอาด แห้ง และไม่มีมูลของเค้าถ่ายเรี่ยราด วัสดุที่บุรองพื้นต้องหมั่นเปลี่ยนหรือทำความสะอาดอยู่เสมอ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า

หากลูกหมาเกิดมาสกปรกและเลอะเทอะมาก เจ้าของพยายามเช็ดด้วยผ้าขนหนูแล้วก็ยังไม่ออก เราสามารถใช้น้ำอุ่นพรมพร้อมกับเช็ดตัวเพื่อชะเอาสิ่งสกปรกออกได้ เพราะน้ำอุ่นจะไม่ทำให้เกิดปัญหาลูกหมาป่วยเป็นไข้ หรือมีการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายไป และที่สำคัญจับแม่หมาล้างตัวทำความสะอาดด้วยครับ เพราะหากแม่หมาเนื้อตัวสกปรกนี่ล่ะจะเป็นสาเหตุสำคัญที่นำโรคภัยไข้เจ็บมา สู่เจ้าตัวน้อยแสนน่ารัก

จากhttp://www.petgang.com/healthy/index.php?Group=13&Id=29

เมื่อลูกสุนัขคลอดออกมาแล้ว อย่าลืมแยกของเขาออกจากแม่ และแยกออกจากกัน ใส่ตะกร้า ทำช่องกั้นไว้นะ
ให้ จับแยกไปไว้ในที่แห้ง สะอาด ไม่ถูกลมเป่า และควรมีหลอดไฟ 100 แรงเทียนส่องเพื่อให้ความอบอุ่นด้วย (ควรตั้งหลอดไฟห่างประมาณ 30 ซม. และไม่ควรให้แสงส่องโดนดวงตาตรงๆ ควรมีการพรางแสงบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวตาบอดได้ครับ) จับให้มาเจอกันตอนให้นมก็พอ
การที่ปล่อยให้แม่เข้ามาเลี้ยงลูกเอง ย่อมมีอันตรายอยู่บ้าง
เช่น เหยียบลูก คาบลูกไป-มาบ่อยๆ เป็นต้น
ยืนยันว่า ควรต้องแยกให้พ้นโดยเด็ดขาด ในเวลาที่ลูกๆ นอน
เอามาให้เจอกันเฉพาะบางเวลาที่ตื่น เช่น กินนม ตอนขับถ่าย (เพราะแม่จะช่วยเลีย ทำความสะอาดให้)
ถ้าแม่สุนัขไม่มีนมให้ลูก ก็ไม่เป็นไร
ใช้นมผงยี่ห้อ esbilac ชงให้แทนได้ รับรองทานแล้วแข็งแรง (ที่บ้านใช้มาแล้ว ทั้ง 4 ตัวแข็งแรงเป็นกระบือเลย) ให้ทุกๆ 4-6 ชม. ก็ได้
เรื่องปริมาณนมในช่วงเดือนแรกๆ น่าจะไม่เกินครั้งละ 10-20 cc.
ห่างกันครั้งละ 4 ชม. ปริมาณนม จะสังเกตได้ว่า ตัวเล็กท้องป่องแล้วหรือยัง ถ้าท้องป่อง แบบคนลงพุง ก็แสดงว่าอิ่ม พอได้แล้ว
ส่วนอายุเท่าไหร่เริ่มเลียนมได้ ก็คงประมาณเดือนถึงเดือนเศษๆ หลังจากนั้น ก็เริ่มบดอาหารเม็ดปนใส่นมให้เลีย
แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดหลังจาก 2 เดือนไปแล้ว (ถ้าเขาเริ่มกินเองได้แล้ว)
ให้อบไฟด้วยค่ะ สำคัญมากค่ะ ยิ่งตอนนี้อากาศเริ่มเย็นๆแล้วด้วยใช้ไฟไม่เกิน 60W อบตลอดเวลาเลยนะคะ อบแม่เค้าไปด้วยก็ดี